การเปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรี
วันที่ 6 กรกฎาคม 2548 นายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
วันที่ 2 สิงหาคม 2548 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี และแต่งตั้งรัฐมนตรี ดังนี้
1. ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี ดังนี้
1.นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
2.พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถติย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
3.นายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรี พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
4.นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
5.นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
6.นายประชา มาลีนนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
7.นายเนวิน ชิดชอบ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
8.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
9.นายอดิศร เพียงเกษ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
10.นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
11.นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
12.นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
13.นายสรอรรถ กลิ่นประทุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
14.นายกร ทัพพะรังสี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
15.นายอดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
16.นายวัฒนา เมืองสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
2. ให้แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังนี้
1.นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
2.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
3.พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
4.นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นรองนายกรัฐมนตรี
5.นายเนวิน ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
6.นายทนง พิทยะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
7.นายประชา มาลีนนท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
8.นายวัฒนา เมืองสุข เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
9.นายอดิศร เพียงเกษ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
10.นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
11.พลเอก ชัยนันท์ เจริญศิริ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
12.นายสรอรรถ กลิ่นประทุม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
13.นายปรีชา เลาพงศ์ชนะ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
14.พลอากาศเอก คงศักดิ์ วันทนา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
15.นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
16.นายประวิช รัตนเพียร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
17.นายจาตุรนต์ ฉายแสง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
วันที่ 4 สิงหาคม 2548 มติคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงซึ่งไม่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการ
1.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้รักษาราชการแทน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ) และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายเนวิน ชิดชอบ)
2.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผู้รักษาราชการแทน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายเนวิน ชิดชอบ) และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ)
3.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้รักษาราชการแทน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายเนวิน ชิดชอบ) และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ)
4.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้รักษาราชการแทน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายเนวิน ชิดชอบ) และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ)
5.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้รักษาราชการแทน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ) และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายเนวิน ชิดชอบ)
6.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผู้รักษาราชการแทน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ) และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายเนวิน ชิดชอบ)
7.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ผู้รักษาราชการแทน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายเนวิน ชิดชอบ) และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ)
8.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผู้รักษาราชการแทน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ) และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายเนวิน ชิดชอบ)
9.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ผู้รักษาราชการแทน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายเนวิน ชิดชอบ) และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ)
10.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผู้รักษาราชการแทน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ) และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายเนวิน ชิดชอบ)
11.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้รักษาราชการแทน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายเนวิน ชิดชอบ) และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ)
วันที่ 31 ตุลาคม 2548 นายสุชัย เจริญรัตนกุล ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
วันที่ 31 ตุลาคม 2548 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี และแต่งตั้งรัฐมนตรี ดังนี้
1. ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี ดังนี้
1.นายพินิจ จารุสมบัติ รองนายกรัฐมนตรี พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
2. ให้แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังนี้
1.นายสุชัย เจริญรัตนกุล เป็นรองนายกรัฐมนตรี
2.นายพินิจ จารุสมบัติ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2549 นางอุไรวรรณ เทียนทอง ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2549 มติคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
1.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้รักษาราชการแทน รองนายกรัฐมนตรี (นายสุชัย เจริญรัตนกุล) , รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ) และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายเนวิน ชิดชอบ)
2.กระทรวงวัฒนธรรม ผู้รักษาราชการแทน รองนายกรัฐมนตรี (นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย) , รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายเนวิน ชิดชอบ) และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ)
วันที่ 24 มิถุนายน 2549 นายวิษณุ เครืองาม ลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี
[แก้] นโยบายและผลการดำเนินงานของรัฐบาล
[แก้] เศรษฐกิจ
โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอทอป OTOP)
กองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 ล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ให้ชาวบ้านนำไปลงทุนทำงานสร้างรายได้
การเซ็นสัญญาเขตการค้าเสรี (FTA) กับสาธารณรัฐประชาชนจีน
การเซ็นสัญญาเขตการค้าเสรีกับ นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย
ลดหนี้สาธารณะ จาก 57% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ในปี พ.ศ. 2544 เหลือ 41% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ในเดือนกันยายน ปี พ.ศ. 2549[1][2]
[แก้] สาธารณสุข
โครงการ สามสิบบาทรักษาทุกโรค
[แก้] การเกษตร
โครงการพักหนี้เกษตรกรรายย่อย เป็นเวลา 3 ปี
โครงการโคล้านครอบครัว ของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน
นโยบายปล่อยราคายางพาราให้เป็นไปตามกลไกตลาด โดยราคายางพาราในสมัยนั้น เพิ่มขึ้นจาก 18 บาท ขึ้นสูงสุดเป็น 80 บาท และลดต่ำลงเหลือ 50-55 บาท มีนักวิเคราะห์กล่าวว่า การปล่อยราคา มีผลดีต่อราคา มากกว่าการแทรกแซง [3]
โครงการกล้ายางพารา สืบเนื่องจากราคายางพาราที่สูงขึ้น นายเนวิน ชิดชอบ จึงเสนอโครงการดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี โดยนำยางพาราจากภาคใต้ ไปปลูกที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพืช จำกัด ได้รับสัมปทานในการจัดหากล้ายาง โดยหลังจาก รัฐประหาร 19 กันยายน มีข้อกล่าวหาว่า กล้ายางในโครงการไม่ได้คุณภาพ ซึ่ง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ[4]
[แก้] การจัดงานและการท่องเที่ยว
เป็นเจ้าภาพจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ในส่วนรัฐพิธี และได้กราบบังคมทูลเชิญ พระราชอาคันตุกะ เพื่อทรงร่วมถวายพระพรในการนี้ ในนามรัฐบาลไทย
จัดงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติ ครบ ๖๐ ปี ในนามรัฐบาลไทย
โครงการสวนสัตว์กลางคืน เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี [5]
เตรียมการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549 ในนามรัฐบาลไทย จนเสร็จสมบูรณ์พร้อมเปิดให้เข้าชม ก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน
[แก้] อื่นๆ
ทุนการศึกษาให้นักเรียนต่างจังหวัด มีโอกาสไปเรียนต่างประเทศ โดยใช้รายได้จากการจำหน่ายสลากเลขท้าย 3 ตัวและ 2 ตัว (โอดอส ODOS)
ปราบปรามยาเสพติด และผู้มีอิทธิพล [6]
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ได้จัดสร้างจนเสร็จสมบูรณ์ พร้อมเปิดใช้บริการ ก่อนการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 และ โครงการจัดตั้งจังหวัดสุวรรณภูมิมหานคร เพื่อสร้างเมืองใหม่ ในบริเวณท่าอากาศยาน
นโยบายต่อต้านการคอรัปชั่น
ตู้ไปรษณีย์ นายกฯ (เช่น กรณียายไฮ ขันจันทา เรียกร้องที่ดินคืนจากการสร้างฝาย เป็นเวลา 20 ปี จนได้รับที่คืน)
รายการ "นายกฯ ทักษิณ คุยกับประชาชน" ทุกเช้าวันเสาร์ เวลา 08.00-09.00 น. ทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เครือข่ายทั่วประเทศ
[แก้] การสิ้นสุดของคณะรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรีคณะนี้สิ้นสุดลง เนื่องจากมีพระบรมราชโองการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่รักษาการจนกว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไป และมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามารับหน้าที่ต่อ
แต่เนื่องจาก การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในไทย เมษายน พ.ศ. 2549 ซึ่งพรรคการเมืองฝ่ายค้านไม่ส่งผู้สมัครเข้าแข่งขัน ถูกประกาศให้เป็นโมฆะ คณะรัฐมนตรีชุดนี้จึงต้องรักษาการต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งประกาศว่าจะเลือกตั้งในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2549 แต่ก่อนจะถึงการเลือกตั้งก็เกิด การก่อรัฐประหารโดย คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปค.) จึงทำให้คณะรัฐมนตรีชุดนี้สิ้นสุดลง
1 ปีรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา ปรับ ครม. 9 ครั้งก่อนยุบสภา
ในพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช 2538 โดยนายชวน หลีกภัยให้เหตุผลไว้ว่า
"...โดยที่สภาผู้แทนราษฎรปัจจุบันประกอบด้วยพรรคการเมืองหลายพรรค แต่ไม่มีพรรคการเมืองใดที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียงพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ จำเป็นต้องอาศัยพรรคการเมืองหลายพรรคเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล และในภาวการณ์ที่ผ่านมา ปรากฏว่าพรรคการเมืองต่างๆหลายพรรคมีความแตกแยก จนไม่สามารถจะดำเนินการทางการเมืองได้อย่างมีเอกภาพ เป็นเหตุให้เกิดปัญหาและอุปสรรคในการบริหารราชการแผ่นดิน และการพัฒนาประเทศเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าจะมีการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ขึ้นอีกก็ตาม ปัญหาและอุปสรรคดังกล่าวนี้ก็ไม่อาจสิ้นสุดลงได้ อันนำมาซึ่งความเสื่อมโทรมของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สมควรยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไปขึ้นใหม่..."
พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2535 สิ้นสุดลง แต่คณะรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะนั้น คงบริหารราชการแผ่นดินต่อไปในฐานะคณะรัฐมนตรีรักษาการ จนกว่าจะมีการเลือกตั้งและมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ารับหน้าที่ และได้กำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นใหม่ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2538
ก่อนจะถึงวันสิ้นสุดการรับสมัครรับเลือกตั้งในวันที่ 1 มิถุนายน มีอดีต ส.ส. ย้ายพรรคกันฝุ่นตลบรวม 47 คน ดังนี้ คือ พรรคพลังธรรมย้ายออก 13 คน พรรคชาติพัฒนา 13 คน พรรคความหวังใหม่ 9 คน พรรคกิจสังคม 3 คน พรรคเสรีธรรม 3 คน พรรคชาติไทย 3 คน พรรคประชาธิปัตย์ 2 คน และพรรคเอกภาพ 1 คน ในระหว่างนั้นมีข่าวแพร่สะพัดเรื่องการใช้จ่ายเงินเพื่อดึงตัวนักการเมือง ทั้งความพยายามให้ย้ายออก และทั้งความพยายามยื้อไว้ให้อยู่กับพรรคเดิม มียอดเงินสูงถึงรายละประมาณ 20-25 ล้านบาท ดังประกฎในการให้สัมภาษณ์คราวหนึ่งของ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้สมัคร ส.ส.พรรคนำไทย กทม.เขต 2 ในเวลานั้น ขณะที่ "คงจะมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งภายในพรรคเก่าเป็นสำคัญ เช่น อดีต ส.ส.จากพรรคพลังธรรม หลายคนย้ายไปอยู่พรรคนำไทย เพราะได้ ขัดแย้งกับหัวหน้าพรรคก่อนหน้าจะยุบสภามาเป็นเวลานาน หลายคนที่ย้ายพรรคมีฐานะการเงินดีจนเชื่อได้ว่าการย้ายพรรคคงไม่ใช่เพราะต้องการเงิน"
การเลือกตั้งครั้งนี้มีสิ่งที่แตกต่างจากการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538 กำหมดอายุของผู้มีสิทธิเลือกตั้งลดจาก 20 ปีเหลือ 18 ปี เป็นครั้งแรก
ผลการเลือกตั้ง ซึ่งมีผู้สมัครจากพรรคการเมืองต่างๆ รวม 14 พรรค มีจำนวนผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นจำนวน 391 คน ปรากฏว่าพรรคชาติไทย มีสมาชิกได้รับเลือกตั้งเป็นจำนวนมากที่สุด จำนวน 92 ที่นั่ง ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ มีสมาชิกได้รับเลือกตั้งมาเป็นอันดับที่สอง จำนวน 86 ที่นั่ง ภายหลังการเลือกตั้งพรรคชาติไทย พรรคความหวังใหม่ พรรคพลังธรรม พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทย พรรคนำไทย และพรรคมวลชน ได้รวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาล มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรวมกันทั้งหมด 233 คน โดยมีพรรคชาติไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ต่อมาสภาผู้แทนราษฎรได้ มีมติเลือกนายบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นประธานรัฐสภาโดยตำแหน่งด้วย
จากนั้นสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบให้ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ของประเทศไทยโดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2538 ทั้งนี้ยังรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อีกด้วย โดยมีรองนายกรัฐมนตรีที่ประกอบด้วย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ, พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร, นายบุญพันธ์ แขวัฒนะ, นายสมัคร สุนทรเวช และนายอำนวย วีรวรรณ
การเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินในฐานะนายักรัฐมนตรีผู้นำรัฐบาลของนายบรรหาร อยู่ในช่วงการเสื่อมถอยลงของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และการขยายขนาดหนี้สินในสถาบันการเงิน และการตกต่ำลงของธุรกรรมทางการเงินในตลาดหลักทรัพย์ การส่งออกกุ้งถูกกีดกันจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ ขณะเดียวกับที่ค่าเงินดอลลาร์ในตลาดการเงินระหว่างประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ค่าเงินบาทที่ผูกติดไว้กับดอลลาร์จึงพลอยสูงตามไปด้วย ผลก็คือ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดการค้าทังในระดับภูมิภาคและในระดับโลกลดลงไปอีก
ปี 2538 และ 2539 ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยตกต่ำเข้าขั้นวิกฤต สองปีติดต่อกัน คือ -8.2 และ -8.1 ตามลำดับ ทำให้เงินบาทอยู่ในฐานะที่ล่อแหลมต่อการถูกโจมตี ทั้งนี้ในเดือนมีนาคม 2539 สถาบันจัดอันดับ Moody's ได้เตือนว่าจะลดอันดับหนี้ระยะสั้นของไทย และการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย แก้ไขปัญหา BBC หรือธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ โดยเพิ่มทุนใหม่โดยไม่ได้ลดทุนเก่าเสียก่อน ยิ่งซ้ำเติมให้ต่างชาติขาดความเชื่อมั่น นำไปสู่กระบวนการถอนการลงทุนที่เป็นตัวเงินออกจากประเทศไทย
ต่อมาในเดือนกันยายน 2539 สถาบันจัดอันดับ Moody's ปรับลดลดอันดับพันธบัตรระยะสั้นของไทย เป็นเหตุให้ช่วงนั้นบรรดานักเก็งกำไรต่างชาติได้เข้ามาโจมตีค่าเงินหลายครั้ง แต่ยังไม่รุนแรงนักเป็นการหยั่งเชิงว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีศักยภาพพอที่จะติดตามสถานการณ์ในตลาดการเงินและสามารถปรับเปลี่ยนนโยบายค่าเงินหรือไม่ ซึ่งหมายความว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลในยุคโลกาภิวัติ จำเป็นจะต้องตื่นตัวและมีวิสัยทัศน์ทางด้านนโยบายทางการเงินการคลัง ให้สอดคล้องกับระบบธุรกิจการค้า การส่งออกและการนำเข้า ตลอดจนนวัตกรรมใหม่ๆ ในโลกสมัยใหม่ผ่านทางอินเทอร์เนต เพ่อที่จะมีความฉับไวในการรับรู้ข่าวสารข้อมูล มาประกอบการพิจารณายุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของชาติทั้งในเวทีภูมิภาคและในเวทีระดับนานาชาติ
เมื่อนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งบริหารประเทศโดยรัฐบาลผสม ที่ประกอบไปด้วยพรรคร่วมรัฐบาลถึง 5 พรรค นำไปสู่ความติดขัดไม่ราบรื่น ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งแรกก็มาถึง และในเดือนพฤษภาคมมีการปรับคณะรัฐมนตรีถึง 6 ครั้ง นับจากวันที่ 3 ถึง 28 ตามมาด้วยวันที่ 15 มิถุนายน และวันที่ 1 และ 3 กรกฎาคม
ช่วงปลายรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชาคือในวันที่ 14 สิงหาคม รัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีจากพรรคพลังธรรมลาออกจากตำแหน่งพร้อมกันถึง 5 คน ซึ่งนับเป็นการลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และกว่าจะมีพระบรมราชโองการฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีทดแทนก็ตกเข้าไปวันที่ 27 กันยายน 2539
แต่แล้วนายบรรหารก็ตัดสินใจประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร เป็นการชิงตัดหน้าการยื่นญัตติของพรรคประชาธิปัตย์ ขอเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยมีพระบรมราชโองการในวันที่ 27 กันยายนนั้นเอง โดยกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปเป็นวันที่ 17 พฤศจิกายน 2539.
ประวัติ
เจ้าพระยารามราฆพทำเนียบรัฐบาล เดิมชื่อ “บ้านนรสิงห์” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เพื่อพระราชทานแก่ พลเอก พลเรือเอก เจ้าพระยารามราฆพ (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ) ผู้เคยดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการมหาดเล็ก และผู้บัญชาการกรมมหรสพ ทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ถวายงานใกล้ชิด โปรดให้เป็นหัวหน้าห้องพระบรรทม นั่งร่วมโต๊ะเสวย ทั้งมื้อกลางวัน และกลางคืน ตลอดรัชกาล และตามเสด็จโดยลำพัง เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย
ชื่อบ้านนรสิงห์ ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า เป็นชื่อพระราชทาน หรือเจ้าของบ้านตั้งขึ้นเอง คาดว่าเนื่องจากเจ้าพระยารามราฆพ เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมมหรสพ ซึ่งมีตราเป็นรูปนรสิงห์ อันเป็นปางหนึ่งของพระนารายณ์ อวตารลงมาปราบยักษ์หิรัณยกศิปุ แต่เดิม เคยมีรูปปั้นนรสิงห์เต็มตัว ตั้งอยู่กลางสนามหญ้าหน้าตึกไกรสร (ตึกไทยคู่ฟ้า) ปัจจุบันไม่ปรากฏว่าเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่ใด
ต่อมา ราวต้นปี พ.ศ. 2484 ระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา ญี่ปุ่นได้เจรจาขอซื้อ หรือเช่าบ้านนรสิงห์ เพื่อทำเป็นสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ด้วยเห็นว่ามีความสวยงามยิ่ง ต่อมาในเดือนมีนาคม ปีเดียวกัน เจ้าพระยารามราฆพ เจ้าของบ้าน ได้มีหนังสือถึง นายปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อเสนอขายบ้านแก่รัฐบาล ในราคา 2,000,000 บาท เพราะเห็นว่าใหญ่โตเกินฐานะ และเสียค่าบำรุงรักษาสูง แต่กระทรวงการคลังปฏิเสธ
ล่วงมาถึงเดือนกันยายน ปีเดียวกัน จอมพล แปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เห็นควรให้รัฐบาลไทยซื้อบ้านนรสิงห์ไว้ เพื่อเป็นสถานที่รับรองแขกเมือง ในที่สุด ได้ตกลงซื้อขายกันในราคา 1,000,000 บาท โดยคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และ พลเอกเจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน (อุ่ม) ได้อนุมัติภายใต้พระบรมราชานุญาต ให้กระทรวงการคลัง จ่ายเงินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แก่เจ้าพระยารามราฆพ แล้วมอบบ้านนรสิงห์ ให้สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแล โดยให้ใช้เป็นที่ตั้งทำเนียบรัฐบาล และเป็นสถานที่รับรองแขกเมือง ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
รัฐบาลไทยจึงเปลี่ยนชื่อบ้านนรสิงห์เป็น ทำเนียบสามัคคีชัย และ ทำเนียบรัฐบาล ตามลำดับ พร้อมกันนั้น ได้ย้ายที่ทำการสำนักนายกรัฐมนตรี จากวังสวนกุหลาบ เข้ามาด้วย ต่อมา ในวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ซื้อทำเนียบรัฐบาล จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยทำสัญญาซื้อขายกันในราคา 17,780,802.36 บาท[1] แล้วจึงทำการโอนกรรมสิทธิ์ ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดพระนคร เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2512
ก่อนหน้านั้น คณะกรรมการราษฎร (เทียบเท่าคณะรัฐมนตรี) ได้ใช้พระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นสถานที่ปฏิบัติราชการร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร แม้คณะกรรมการราษฎร จะแปรสภาพเป็นคณะรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475แล้ว แต่ยังคงใช้พระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นสถานที่ปฏิบัติราชการต่อไป จนกระทั่งเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2476 นายกรัฐมนตรีมีคำสั่ง ให้ย้ายสถานที่ปฏิบัติราชการ มาที่วังปารุสกวัน เนื่องจากเป็นสถานที่หนึ่ง ซึ่งคณะราษฎรเข้ายึดไว้ เมื่อคราวปฏิวัติสยาม ในปี พ.ศ. 2475 และเป็นสถานที่พักของ พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นด้วย โดยใช้ชื่อว่า “สำนักนายกรัฐมนตรี วังปารุสกวัน” ต่อมา เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2481 สำนักนายกรัฐมนตรี จึงย้ายสถานที่ปฏิบัติราชการอีกครั้ง มายังวังสวนกุหลาบ ที่อยู่ใกล้เคียงกับวังปารุสกวัน ซึ่งเป็นสถานที่หลังสุด ก่อนจะย้ายไปยังทำเนียบรัฐบาลในปัจจุบัน
วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
